✒ ประวัติแพทย์แผนโบราณไทย — เรื่องเล่าที่หายไปในกาลเวลา

จุดเริ่มต้นที่ไม่ใช่ไทย แต่เป็นรากของไทย
⦾ ก่อนจะพูดถึงหมอไทย ต้องย้อนไปไกลกว่านั้น ไปถึงยุคพุทธกาล ยุคที่มีชายคนหนึ่งชื่อ ชีวกะ เกิดมาในฐานะเด็กที่แม่ทอดทิ้ง ถูกเจ้าชายเก็บมาเลี้ยง ตั้งชื่อให้ว่า "ผู้มีชีวิต"
เขาเติบโตมาพร้อมกับการรู้ว่าตัวเองไม่มีชาติตระกูล แต่แทนที่จะหดหู่ เขากลับเลือกเรียนหนักกว่าใคร เรียนวิชาแพทย์ที่มหาวิทยาลัยตักศิลา ศูนย์กลางความรู้แห่งชมพูทวีป และเรียนจบเร็วกว่าคนอื่นด้วย
ชีวกะรักษาคนครั้งเดียวหาย ชื่อเสียงโด่งดัง จนได้รักษาพระเจ้าพิมพิสาร และกลายเป็นแพทย์หลวง แต่สิ่งที่ทำให้เขาไม่เหมือนหมออื่น คือ เขาเลือกเรียนแพทย์เพราะเห็นว่าเป็นวิชาที่ไม่เบียดเบียนใคร
ชื่อของเขาถูกนำมาใช้ตั้งชื่อโรงเรียนแพทย์แผนโบราณในไทยอีกหลายพันปีต่อมา นั่นบอกบางอย่างเกี่ยวกับน้ำหนักของมรดกที่เขาทิ้งไว้
เมื่อพระพุทธศาสนาเดินทาง ความรู้ก็เดินทางด้วย
เมื่อพุทธศาสนาเข้ามาในแผ่นดินสยาม พระสงฆ์ไม่ได้นำมาแค่ธรรมะ แต่นำวิชารักษาโรคมาด้วย ความรู้จากอินเดียผสมเข้ากับรากของชาวสยาม กลายเป็นแพทย์แผนไทยที่มองร่างกายและจิตใจเป็นหนึ่งเดียว ไม่ตัดแยกออกจากธรรมชาติรอบข้าง หรือแม้แต่จักรวาล
ไม่ใช่แค่การรักษาโรค แต่เป็น ปรัชญาของการมีชีวิต
จากขอมถึงสุโขทัย — รากที่ฝังลึก
หลักฐานเก่าสุดในดินแดนนี้พบในศิลาจารึกของอาณาจักรขอม ราว พ.ศ. ๑๗๒๕ มีสถานพยาบาลชื่อ "อโธคยาศาลา" มีหมอ พยาบาล เภสัชกร รวมกันเกือบร้อยคน
สมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงสร้างสวนสมุนไพรขนาดยักษ์บนเขาหลวง ให้ราษฎรเดินขึ้นไปเก็บยาเองได้เลย ไม่ต้องรอใคร
อยุธยา — ยุคทองที่มีตำรา
สมัยพระนารายณ์มหาราช มีการรวบรวมตำรับยาครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ชื่อว่า "ตำราพระโอสถพระนารายณ์" มีร้านขายยาสมุนไพร มีระบบชัดเจน และการนวดแผนโบราณเฟื่องฟูที่สุดในยุคนี้
แต่แล้ววันหนึ่ง หมอฝรั่งเศสก็เข้ามา ตั้งโรงพยาบาลแบบตะวันตก — แต่ไม่มีใครไป สุดท้ายก็ล้มเลิกไปเอง
รัตนโกสินทร์ — บันทึกที่ยังอยู่บนผนังวัด
รัชกาลที่ ๑ ปฏิสังขรณ์วัดโพธิ์ และให้จารึกตำรายา ท่านิวดฤาษีดัดตน ไว้บนผนังศาลา เปิดเป็นสาธารณะให้ใครก็เรียนได้
รัชกาลที่ ๒ ตื่นขึ้นมาพบว่าสงครามกับพม่าทำให้ตำรายาหายไปเกือบหมด หมอถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย ความรู้สูญหาย จึงรีบออกพระบรมราชโองการให้รวบรวมตำรากันใหม่ พร้อมออกกฎหมายให้อำนาจพนักงานออกไปค้นหาสมุนไพรทั่วแผ่นดิน
รัชกาลที่ ๓ เป็นรัชกาลที่เห็นการณ์ไกลมาก ทรงตระหนักว่าหมอแต่ละคนหวงตำราของตัวเอง ถ้าวันหนึ่งคนเหล่านั้นหายไป ความรู้ก็หายไปด้วย จึงให้นำตำรายาทั้งหมดมาจารึกบนหินอ่อน ฝังไว้บนผนังวัดโพธิ์ เปิดให้ทุกคนอ่านได้ตลอดชีวิต
นั่นคือโรงเรียนแพทย์แห่งแรกของสยาม — ไม่มีห้องเรียน ไม่มีค่าเทอม มีแค่ผนังและความรู้
ในยุคเดียวกัน หมอบรัดเลย์ มิชชันนารีอเมริกัน เริ่มนำวัคซีนและยาควินินเข้ามา รัชกาลที่ ๓ พระราชทานรางวัล และเงินนั้นถูกนำไปพิมพ์ตำราการแพทย์แผนปัจจุบันเล่มแรกของสยาม
จุดหักเห — เมื่อยุคเปลี่ยน
รัชกาลที่ ๕ ตั้งโรงพยาบาลศิริราช เรียนร่วมกันทั้งแพทย์แผนโบราณและแผนตะวันตก แต่ขัดแย้งกันตลอด เพราะคิดคนละแบบ สุดท้ายก็ไปกันคนละทาง
รัชกาลที่ ๖ ออกกฎหมายสั่งยกเลิกวิชาแพทย์แผนโบราณในระบบ หมอพื้นบ้านจำนวนมากเลิกประกอบอาชีพ บางคนเผาตำราทิ้ง
นี่คือยุคมืดที่สุดของแพทย์แผนโบราณ
ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
สงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำให้ยาขาดแคลน ความรู้เรื่องสมุนไพรกลับมามีคุณค่าอีกครั้ง หมออวย เกตุสิงห์ วิจัยสมุนไพรรักษามาลาเรีย และต่อมากลายเป็น "บิดาแห่งแพทย์แผนไทยประยุกต์"
องค์การอนามัยโลกประกาศในปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ให้ทุกประเทศหันมาใช้การแพทย์ดั้งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของระบบสาธารณสุข สยามจึงมีโอกาสหยิบรากของตัวเองกลับมาอีกครั้ง
ปัจจุบันแพทย์แผนไทยโบราณแบ่งเป็น ๔ สาขา ได้แก่ เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย ผดุงครรภ์ไทย และการนวดไทย ทั้งสี่สาขาต่างได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล และถูกนำมาผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบันอย่างเป็นระบบ
บทส่งท้าย
ความรู้เรื่องการรักษาของบรรพบุรุษเราไม่ได้เกิดจากห้องแล็บ แต่เกิดจากการสังเกต การลองผิดลองถูก และการส่งต่อรุ่นสู่รุ่นด้วยความเชื่อใจ
มันรอดมาได้ผ่านสงคราม การเผาตำรา และยุคที่ถูกมองว่าล้าหลัง
แค่นั้นก็บอกได้ว่า — มันมีอะไรบางอย่างที่จริงอยู่ในนั้น
Written by Arinna | Ravishziin